วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จากใจเด็กสมาธิสั้นถึงคุณครู

คุณครูครับ  


    ผมเป็นเด็กสมาธิสั้นครับ   ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันล่ะครับว่า
อาการนี้มันเป็นโรคเมื่อก่อนผมก็สงสัยตัวเองว่าทำไมถึงเรียน
อะไรไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วก็ชอบชวนเพื่อนที่นั่งใกล้ๆคุยอยู่เรื่อย
และผมก็โดนคุณครูดุเอาบ่อยๆใช่ไหมครับเพราะผมชอบไม่
ส่งการบ้านพอผลสอบผมร่วงลงมาเรื่อยๆ คุณแม่ผมเขาทน
ไม่ได้พาผมไปหาหมอคุณหมอเขาคุยกับแม่ตั้งนาน  แล้วก็
คุยกับผมตั้งนาน  แล้วก็คุยกับแม่พร้อมผมตั้งนาน สุดท้าย
หมอก็บอกว่าผมเป็นโรคสมาธิสั้น จริงๆไม่เห็นต้องคุยนาน
ขนาดนั้นก็ได้คุณป้าแม่ครัวที่โรงเรียนเขาก็บอกมาตั้งนาน
แล้วว่าผมเป็น  จะว่าไปผมก็ดีใจนะครับที่ได้รู้ว่าไอ้ที่เป็นอยู่
เนี่ยมันเป็นโรค “โรค เพราะยังไงก็ดีกว่าเป็น เด็กขี้เกียจ 
หรือ เด็กไม่ดี ที่ผมรู้สึกกับตัวเองอยู่บ่อยๆ  อย่างน้อย โรค มันยังมีทางรักษา หมอเขาอธิบายวิธีการรักษาให้ผมกับแม่ฟังตั้งนาน  แล้วเขาก็ให้เอกสารวิธีการดูแลเด็กสมาธิสั้นสำหรับคุณครูมาด้วย  แต่ผมว่าผมเอามาเล่าให้คุณครูฟังด้วยตัวผมเองน่าจะดีกว่า เรื่องแรกสุดเลยผมอยากให้คุณครูเชื่อหมอ เขาหน่อยเถอะว่าโรคสมาธิสั้นนี่มันมีอยู่จริง  ครูอาจจะบอกว่าสมัยครูเป็นเด็กไม่เห็นมีเลยแต่แม่ผมบอกว่าสมัยแม่เป็นเด็ก โรคเอดส์ก็ไม่มี โรคกรดไหลย้อนก็ไม่มี โรคไข้หวัด 2009  ยิ่งไม่มีใหญ่  หมอเขาบอกว่าพอการแพทย์เจริญก้าวหน้า เราก็เลยสามารถวินิจฉัยโรคใหม่ๆได้มากขึ้น  คนเราก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  แล้วสมัยก่อนกับสมัยนี้ก็ต่างกันเยอะใช่ไหมครับสมัยคุณปู่ผมเนี่ยเขาบอกว่าไม่ต้องเรียนมากหรอก จบแค่ป.6 ก็เป็นเจ้าสัวได้ ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสมัยนี้ถ้าผมเรียนไม่ได้ แล้วบอกแม่ว่าจะเรียนแค่ ม.1 (เรียนสูงกว่าแม่ผมอีก)แม่จะว่ายังไงบ้าง?ในเอกสารเขาแนะนำเขาแนะนำวิธีดูแลผมไว้อย่างงี้ครับว่า  ถ้าผมได้มานั่งใกล้ๆคุณครูมากหน่อยผมจะสมาธิดีขึ้นเยอะ เวลาผมเหม่อหรือเผลอคุยกับเพื่อนคุณครูจะได้เตือนผมง่ายๆหน่อย แล้วเวลาผมไปนั่งรวมกลุ่มกับเด็กสมาธิสั้นด้วยกัน ผมพบว่าความ มัน จะเพิ่มเป็นทวีคูณจนผมยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่ ดังนั้น จับเด็กเรียบร้อยตั้งใจเรียนมาล้อมหน้าผมไว้น่าจะช่วยผมได้ดีนะครับ ส่วนประตู” กับ หน้าต่าง เป็นของต้องห้ามของผมครับ เพราะนั่งใกล้เมื่อไหรใจจะเตลิดออกนอกห้องทุกที ให้ผมอยู่ห่างๆ ไว้จะดีกว่าครับ ตอนที่คุณแม่เขาฟ้องหมอว่าผมขี้ลืมน่ะ (ผมเดาว่าคุณครูก็คงฟ้องแม่ผมอย่างนั้นเหมือนกันใช่ไหมครับ) หมอเขาเห็นผมชอบคอมพิวเตอร์เขาเลยอธิบายว่า ผมนะเหมือนคอมที่ RAM น้อย เลยประมวลผลข้อมูลเยอะๆ ไม่ได้ เวลาข้อมูลผ่านมามากไปเลยไม่รับ เหมือนในตอนที่ผมเล่นเน็ตแล้วเปิดทีละหลายๆจอจนคอมแฮ็งค์นั่นเอง วิธีที่จะช่วยผมได้ก็คือถ้าจะบอกอะไรผมให้บอกสั้นๆ บอกเป็นข้อๆ ชัดเจนแล้วถามให้ผมทวนให้ครูฟังเป็นระยะว่าเข้าใจคำสั่งไหม สุดท้ายคุณครูช่วยเน้นให้ผมจดสิ่งที่ผมเข้าใจลงในสมุดด้วยยิ่งดี   ส่วนอาการ"ไฮเปอร์" ของผมทำให้ผมอยู่เฉยไม่ค่อยได้ ถ้าไม่เกรงใจว่าคุณครูจะดุ  ผมคงอยากลุกเดินมันรอบห้องละครับ ทีนี้ถ้าคุณครูอยาก พลิกวิกฤตเป็นโออาส (มันแปลว่าอะไรไม่รู้ครับ เห็นพ่อผมชอบพูดบ่อยๆ) เวลาคุณครูมีอะไรที่ต้องใช้แรงงานคุณครูก็เลือกใช้ผมสิครับ เช่น ใช้ไปยกของหรือลบกระดาน คุณครูก็มีคนทำงานให้  ผมก็ได้ลุกจากที่แบบมีประโยชน์และไม่โดนดุ (เขาเรียกว่า "วิน วิน" ครับ ภาษาพ่อผมอีกแล้ว) แม่สอนผมว่าให้ตอบว่ายาบำรุงสมองก็ได้ เพราะยามันก็ออกฤทธิ์ช่วยเพิ่มการทำงานของสมองจริงๆ หรือไม่งั้นก็ทำเป็นเฉยๆ ไปซะเดี๋ยวมันก็เลิกถามเอง แต่ที่น่ากลัวคือหมอเล่าให้ฟังว่ามีเด็กบางคนที่โชคร้ายเจอคุณครูที่ไม่เข้าใจ  พอเห็นสมาธิสั้นอาการหนักไปนิดก็พูดว่ากันกลางชั้นเรียนเลย "นี่เธอ...วันนี้กินยาบ้ามาหรือเปล่า?" ผมว่าเด็กคนนั้นเขาต้องอับอายมากแน่เลย ถ้าผมต้องเอายาไปกินที่โรงเรียนจริงคุณครูก็อย่าพูดกับผมแบบนั้นเลยนะครับ เวลาผมไม่เรียนเนี่ย คุณครูแค่สะกิดไหล่ผมเบาๆ แล้วชี้ไปที่กระดานก็คงจะพอเรียกสติผมกลับมาได้แล้วล่ะครับ  ไม่ต้องพูดจาแรงๆ ประจานผมหรอกเวลาผมทำผิดน่ะครับ หลายครั้งผมก็เข้าใจดีว่าผมสมควรโดนดุจริงๆ เช่น ถ้าผมเอากระดาษมาปั้นเป็นก้อนกว้างหัวเพื่อนในห้องเรียนตอนครูสอน ถ้าครูไม่ดุผมก็อาจจะมีความผิดในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ได้ แต่ผมไม่อยากให้ครูด่าผมสาดเสียเทเสีย ยังกับผมเป็นวัวเป็นควาย  การโดนด่าแม้ว่าจะทำให้ผมสงบลงได้บ้างเพราะผมกลัว  พอเรื่องผ่านไปคุณครูคงจำไม่ได้ว่าพูดอะไรไปบ้าง  แต่รู้ไหมครับคำพูดที่ครูด่ามันยังวนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดไม่หายไปไหน หมอเขาบอกว่าถ้าเด็กโดนตำหนิมากๆ เด็กก็จะรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง  คิดว่าตัวเองเป็นคนไม้่ได้เรื่องไม่ได้ราว คิดว่าตัวเองเป็นเด็กไม่ดี ไม่มีคุณค่า พอความรู้สึกนี้สะสมมากๆ เขาก็ไม่คิดอยากทำความดีอะไรอีกแล้ว ก็เป็นคน "ไม่ดี" นี่ครับ  จะทำความดีให้เมื่่อยไปทำไม? สุดท้ายเด็กแบบผมที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเนี่ยเลยกลายเป็นเด็กเกเรไปเยอะแยะเลย  แล้วถ้าโตขึ้นยังไม่เลิกเกเรลงท้ายก็เป็นโจรผู้ร้าย เป็นอันธพาล กลายเป็นปัญหาสังคม ก็สังคมเดียวกับที่คุณครูอยู่นี่ละครับ หมอเขาเลยฝากถึงคุณครูว่าถ้าผมทำผิดก็ลงโทษไปเถอะ แต่ให้ใช้วิธีที่ไม่รุนแรง เช่นให้ทำความสะอาด  ให้อยู่ต่อหลังเลิกเรียนตอนเพื่อนกลับแล้ว โดนตัดคะแนน ให้ไปยืนหน้าชั้น เป็นต้น แต่ครูรู้ไหมครับ อาวุธสำคัญที่ทำให้ผมเป็นเด็กดีได้มากที่สุดคืออะไร?  "คำชม" ครับ เวลาผมทำอะไรได้ดีผมอยากให้มีคนชมบ้าง เพราะชีวิตผมเนี่ยวันๆ ก็ได้แต่ก้อนอิฐอยู่แล้ว  ไม่่ค่อยได้ดอกไม้หรอก  เวลาครูชมผมซักหน่อยเนี่ย ครูอยากให้ทำอะไรผมสุ้ขาดใจเลยครับ เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะ "บ้ายอ" นะครับคุณครู บางทีเรื่องที่จะเอามาชมผมอาจไม่ได้มีมากนัก คุณครูต้องตั้งใจมองหากันซักนิดนึง เหมือนที่หมอแนะนำพ่อแม่ผมว่า ให้รู้จักมองโลกในแง่ดีและคิดในทางบวกให้มากขึ้น  ซึ่งผมก็คงต้องทำอย่างนั้นกับตัวเองเหมือนกัน  วันนี้ผมดีใจที่ได้เล่าเรื่องให้ครูฟัง ขอบคุณที่ครูรับฟังผม ผมดีใจมากที่ได้เป็นลูกศิษย์ครู 


รักคุณครูมากครับ  


ข้อมูลจาก  ผศ.นพ.ณัทธร   พิทยรัตน์เสถียร
                    www.thaifamilylink.net

       

3 ความคิดเห็น:

  1. สมัยนี้มีเด็กสมาธิสั้นกันเยอะนะคะ ในฐานะเป็นครูรุ่นใหม่ ควรต้องหาแนวทางการแก้ไขกันต่อนะคะ คงเหนื่อยกันอีกยาววว เป็นกำลังใจให้ต่อไปค่ะ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ19 สิงหาคม 2554 เวลา 02:22

    เข้าใจเด็กสมาธิสั้นมากขึ้นครับ

    ...ทีนี่ พี่เข้าใจเอกยัง....555

    ตอบลบ
  3. เด็กสมาธิสั้นก็มีโลกส่วนตัว อยากให้อยู่ในโลกความเป็นจริงด้วย

    ตอบลบ